วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2558

อำนาจการสอบสวนโดยสมบูรณ์

        ในความเห็นของผู้เขียน การเป็นพนักงานสอบสวนที่มีอำนาจสอบสวนโดยชอบด้วยกฎหมายได้โดยสมบูรณ์ จะต้องประกอบไปด้วยอำนาจ หน้าที่ ความรับผิดชอบ และคำสั่ง ดังมีรายละเอียดที่จะกล่าวต่อไปนี้

        1. ต้องมีอำนาจ
        ป.วิ.อ.
        มาตรา 18  ในจังหวัดอื่นนอกจากจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ปลัดอำเภอ และข้าราชการตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่านายร้อยตำรวจตรีขึ้นไป มีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิด หรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดภายในเขตอำนาจของตน หรือผู้ต้องหามีที่อยู่ หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตนได้
        สำหรับในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี ให้ข้าราชการตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่านายร้อยตำรวจตรีขึ้นไป มีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิดหรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดภายในเขตอำนาจของตน หรือผู้ต้องหามีที่อยู่ หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตนได้
        ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติในมาตรา 19 มาตรา 20 และมาตรา 21 ความผิดอาญาได้เกิดในเขตอำนาจพนักงานสอบสวนคนใด โดยปกติให้เป็นหน้าที่พนักงานสอบสวนผู้นั้นเป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนความผิดนั้นๆ เพื่อดำเนินคดี เว้นแต่เมื่อมีเหตุจำเป็นหรือเพื่อความสะดวก จึงให้พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ผู้ต้องหามีที่อยู่ หรือถูกจับเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการสอบสวน
       ในเขตท้องที่ใดมีพนักงานสอบสวนหลายคน การดำเนินการสอบสวนให้อยู่ในความรับผิดชอบของพนักงานสอบสวนผู้เป็นหัวหน้าในท้องที่นั้น หรือผู้รักษาการแทน
        (*ข้อพิจารณา.-  มาตรา 18 พนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองหรือตำรวจมีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิด หรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดภายในเขตอำนาจของตน หรือผู้ต้องหามีที่อยู่ หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตนได้ ดังนั้น ถ้าความผิดอาญาเกิดนอกเขตอำนาจของตน ย่อมไม่มีอำนาจสอบสวน)

       2. ต้องมีหน้าที่
          ถ้าพนักงานสอบสวนมีอำนาจในการสอบสวนได้แล้ว ต้องเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่สอบสวนด้วย ยกตัวอย่างเช่น มีกฎกระทรวงกำหนดให้พนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองมีหน้าที่สอบสวนความผิดใดความผิดหนึ่งโดยเฉพาะเท่านั้นตามกฎกระทรวงกำหนดการสอบสวนความผิดอาญาบางประเภทในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานครโดยพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง พ.ศ.2554 และกฎกระทรวงกำหนดการสอบสวนความผิดอาญาบางประเภทในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานครโดยพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง พ.ศ.2555 ฉบับที่ 2  ได้แก่
         “ข้อ 2 ความผิดอาญาตามกฎหมายดังต่อไปนี้ ให้พนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองสอบสวนได้
              (1) กฎหมายว่าด้วยกองอาสารักษาดินแดน
              (2) กฎหมายว่าด้วยการควบคุมการขายทอดตลาดและค้าของเก่า
              (3) กฎหมายว่าด้วยการควบคุมการเรี่ยไร
              (4) กฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร
              (5) กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
              (6) กฎหมายว่าด้วยการศึกษาภาคบังคับ
              (7) กฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข
              (8) กฎหมายว่าด้วยบัตรประจำตัวประชาชน
              (9) กฎหมายว่าด้วยภาษีบำรุงท้องที่
            (10) กฎหมายว่าด้วยภาษีป้าย
            (11) กฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือนและที่ดิน
            (12) กฎหมายว่าด้วยยศและเครื่องแบบผู้บังคับบัญชาและเจ้าหน้าที่กองอาสารักษาดินแดน
            (13) กฎหมายว่าด้วยโรงรับจำนำ
            (14) กฎหมายว่าด้วยโรงแรม
            (15) กฎหมายว่าด้วยสัตว์พาหนะ
            (16) กฎหมายว่าด้วยสุสานและฌาปนสถาน
(*ข้อพิจารณา.-  ถ้าพนักงานสอบสวนไม่ได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่สอบสวนคดีทั่วไป หรือมีกฎหมายให้มีหน้าที่สอบสวนเรื่องใดเป็นการเฉพาะแล้ว ย่อมไม่สามารถสอบสวนในเรื่องอื่นได้อีก)    

        3. ต้องมีความรับผิดชอบ
           ป.วิ.อ.
           มาตรา 19  ในกรณีดั่งต่อไปนี้
           (1) เป็นการไม่แน่ว่าการกระทำผิดอาญาได้กระทำในท้องที่ใดในระหว่างหลายท้องที่
           (2) เมื่อความผิดส่วนหนึ่งกระทำในท้องที่หนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งในอีกท้องที่หนึ่ง
           (3) เมื่อความผิดนั้นเป็นความผิดต่อเนื่องและกระทำต่อเนื่องกันในท้องที่ต่างๆ เกินกว่าท้องที่หนึ่งขึ้นไป
           (4) เมื่อเป็นความผิดซึ่งมีหลายกรรม กระทำลงในท้องที่ต่างๆ กัน
           (5) เมื่อความผิดเกิดขึ้นขณะผู้ต้องหากำลังเดินทาง        
           (6) เมื่อความผิดเกิดขึ้นขณะผู้เสียหายกำลังเดินทาง
          พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้
          ในกรณีข้างต้นพนักงานสอบสวนต่อไปนี้ เป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวน
                (ก) ถ้าจับผู้ต้องหาได้แล้ว คือพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่จับได้อยู่ในเขตอำนาจ
                (ข) ถ้าจับผู้ต้องหายังไม่ได้ คือพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่พบการกระทำผิดก่อนอยู่ในเขตอำนาจ


คำพิพากษาศาลฎีกาที่  3466/2547
ป.วิ.อ. มาตรา 19, 120, 140, 141
       กรณีที่เป็นการไม่แน่ว่าการกระทำผิดอาญาได้กระทำในท้องที่ใดในระหว่างหลายท้องที่ พนักงานสอบสวนในท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่เกี่ยวข้องมีอำนาจสอบสวนได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 19 วรรคสอง เมื่อข้อเท็จจริงยังฟังไม่ชัดแจ้งว่าเหตุในคดีนี้เกิดในท้องที่ใดแน่ ระหว่างอำเภอบัวใหญ่ กับอำเภอแก้งสนามนาง จังหวัดนครราชสีมา พนักงานสอบสวนท้องที่หนึ่งท้องที่ใดดังกล่าวย่อมมีอำนาจสอบสวนได้
       แต่ตามวรรคสาม (ก) ของมาตรา 19 ดังกล่าวระบุว่า พนักงานสอบสวนที่เป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนคือพนักงานสอบสวนซึ่งท้องที่ที่จับผู้ต้องหาได้อยู่ในเขตอำนาจ ดังนั้น เมื่อปรากฏว่า จำเลยถูกจับได้ที่อำเภอแก้งสนามนาง โดยมีสารวัตรสืบสวนสอบสวน สภ.อ.บัวใหญ่ กับเจ้าพนักงานตำรวจ สภ.อ.บัวใหญ่ อีกหลายนายเป็นผู้ร่วมจับกุม พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในคดีนี้ คือพนักงานสอบสวน สภ.อ.แก้งสนามนาง มิใช่พนักงานสอบสวน สภ.อ.บัวใหญ่
        เมื่อพนักงานสอบสวน สภ.อ.บัวใหญ่ ซึ่งมิใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ เป็นผู้สรุปสำนวนและทำความเห็นว่า ควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องจำเลยคดีนี้ แล้วส่งสำนวนเพื่อให้พนักงานอัยการพิจารณาตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 140 และ 141 ก็ถือไม่ได้ว่ามีการสอบสวนในความผิดนั้นโดยชอบตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง
(*ข้อพิจารณา.-  มาตรา 19 นอกจากพนักงานสอบสวนที่เกี่ยวข้องจะมีอำนาจสอบสวนแล้ว แต่ถ้าหากไม่ใช่พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ก็ไม่มีอำนาจเป็นผู้สรุปสำนวนและทำความเห็นว่าควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้อง จึงถือไม่ได้ว่ามีการสอบสวน พนักงานอัยการย่อมไม่มีอำนาจฟ้อง)

       4. ต้องมีคำสั่ง
           การสอบสวนในคดีใดคดีหนึ่ง ถ้าหัวหน้าพนักงานสอบสวนซึ่งเป็นผู้มีอำนาจหน้าที่และเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ ได้ออกคำสั่งให้พนักงานสอบสวนเฉพาะผู้ใดผู้หนึ่งทำการสอบสวนในคดีหนึ่งคดีใดเป็นการเฉพาะแล้ว พนักงานสอบสวนคนอื่นย่อมไม่มีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบในการสอบสวนคดีนั้นอีก หากมีพนักงานสอบสวนผู้ใดที่ไม่ได้รับคำสั่งมากระทำการสอบสวนในคดีนั้นโดยนอกเหนือคำสั่งของหัวหน้าพนักงานสอบสวนแล้ว ย่อมมีผลให้การสอบสวนนั้นไม่สมบูรณ์เช่นกัน
           ดังนั้น การเป็นพนักงานสอบสวนที่มีอำนาจสอบสวนโดยชอบด้วยกฎหมายโดยสมบูรณ์แบบและไม่ทำให้การสอบสวนนั้นเสียไป จึงสมควรต้องประกอบไปด้วยหลัก 4 ประการ คือ อำนาจ หน้าที่ ความรับผิดชอบ และคำสั่ง ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

การตรวจค้นจับกุมแยกจากการสอบสวน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13981/2553     
ป.วิ.อ. การสอบสวน อำนาจฟ้อง (มาตรา 120)
      การตรวจค้นโดยไม่มีหมายค้น และการจับกุมโดยไม่มีหมายจับ และไม่เป็นความผิดที่ได้กระทำโดยซึ่งหน้าของเจ้าพนักงานตำรวจ จะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองจะต้องไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่งต่างหาก เป็นคนละขั้นตอนกับการสอบสวน ไม่มีผลกระทบไปถึงการสอบสวนของพนักงานสอบสวนและอำนาจในการฟ้องคดีของโจทก์
     คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่ามีการสอบสวนแล้ว จำเลยฎีกาอ้างว่าการตรวจค้นและจับกุมเป็นการไม่ชอบ โดยไม่ได้ฎีกาว่าการสอบสวนไม่ชอบเพราะเหตุผลอื่น ต้องถือว่า การสอบสวนในความผิดที่กล่าวหาตามฟ้องชอบแล้ว  


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1493/2550 
ป.วิ.อ. การสอบสวน อำนาจฟ้อง (มาตรา 120)
       การตรวจค้นบ้านจำเลยและการจับกุมของเจ้าพนักงานตำรวจจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่งต่างหาก และเป็นคนละขั้นตอนกับการสอบสวน ไม่มีผลกระทบไปถึงการสอบสวนของพนักงานสอบสวนและอำนาจในการฟ้องคดีของโจทก์ ทั้งหามีผลทำให้การแสวงหาพยานหลักฐานของเจ้าพนักงานตำรวจที่ชอบเป็นไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วยไม่
      การวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฏีกาไม่รับวินิจฉัย


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 99/2541
ป.วิ.อ. การสอบสวน อำนาจฟ้อง (มาตรา 120)
       แม้การจับกุมจะมิชอบด้วยกฎหมายประการใดหรือไม่ก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวต่อกันอีกส่วนหนึ่งต่างหากไม่กระทบกระเทือนถึงการฟ้องคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 จำเลยจะยกขึ้นฎีกาในปัญหาข้อนี้มิได้
      ส่วนที่จำเลยฎีกาตอนหนึ่งว่าการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะมิได้ทำต่อหน้าทนายความหรือให้โอกาสแก่จำเลยได้พบและปรึกษากับทนายความก่อนนั้น ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังไม่มีปัญหาเข้าสู่การวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 เนื่องจากจำเลยไม่เคยยกปัญหานี้ขึ้นโต้แย้งในศาลดังกล่าว ฎีกาของจำเลยจึงขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 วรรคหนึ่ง
      นอกจากนี้ แม้จำเลยจะอ้างว่าประสงค์จะฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแต่ในเมื่อจำเลยต้องอ้างอิงถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว ซึ่งศาลจะวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายได้ก็ต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ว่านี้เสียก่อนว่าเป็นประการใด เพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นฎีกา ฎีกาของจำเลยในลักษณะเช่นนี้จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาเพียงแต่แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่า คำขอที่ให้บวกโทษของจำเลยให้ยกเสีย เป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงเป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคหนึ่ง แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกาของจำเลยมาศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

พยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๘๐๕/๒๕๕๕
ป.อ.  พยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน  (มาตรา ๒๘๙ , ๘๐)
ป.วิ.อ.  การแจ้งข้อหา อำนาจฟ้อง  (มาตรา ๑๒๐ , ๑๓๔ วรรคหนึ่ง  วรรคสอง)
      การที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาให้จำเลยที่ ๑ ทราบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔ เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของการสอบสวนเพื่อให้ผู้ต้องหารู้ตัวก่อนว่า ตนจะถูกสอบสวนในคดีความผิดเรื่องใดและการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิด เพื่อให้ผู้ต้องหาเข้าใจถึงการกระทำของผู้ต้องหาซึ่งเป็นความผิดนั้น โดยไม่ต้องแจ้งข้อหาทุกกระทงความผิด เมื่อแจ้งข้อหาอันเป็นหลักแห่งความผิดแล้ว ก็ไม่จำต้องแจ้งข้อหาความผิดอันเกี่ยวพันกันด้วยอีก พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนความผิดทุกข้อหาได้
      คดีนี้เมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาว่า จำเลยที่ ๑ ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นแล้ว แม้ไม่แจ้งข้อหาว่าร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ถือได้ว่า มีการสอบสวนความผิดดังกล่าวแล้ว พนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนได้

(*ข้อพิจารณา.- แต่เดิมมาพนักงานอัยการจะยึดถือว่า พนักงานสอบสวนจะสอบสวนผู้ต้องหาในข้อหาใดพนักงานสอบสวนต้องแจ้งข้อหานั้น ๆ ให้ผู้ต้องหาทราบเสียก่อน โดยจะดูจากบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาว่า พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาใดไว้บ้าง แล้วพนักงานอัยการก็จะสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องเฉพาะข้อหาที่แจ้งไว้
      ถ้าหากตรวจสำนวนแล้วพนักงานอัยการพบว่า มีการกระทำความผิดที่มีข้อหาเพิ่มเติมหรือมีการกระทำความผิดในข้อหาที่มีอัตราโทษสูงกว่าข้อหาที่แจ้งไว้ พนักงานอัยการก็จะสั่งให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาเพิ่มเติมและให้สอบสวนผู้ต้องหาให้การเพิ่มเติมมา ก่อนมีคำสั่งทางคดี จึงจะถือว่าได้มีการสอบสวนการกระทำผิดในข้อหานั้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๒๐
      แต่ปัจจุบัน ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔ มีการแก้ไขเพิ่มเติม โดยให้พนักงานสอบสวนแจ้งพฤติการณ์และข้อเท็จจริงที่กล่าวหาว่าผู้ต้องหาได้กระทำความผิดให้ผู้ต้องหาทราบก่อนการแจ้งข้อหา ดังนั้น ศาลฎีกาจึงได้วินิจฉัยกรณีเกี่ยวกับการแจ้งข้อหาที่ให้ถือว่าเป็นการสอบสวนเป็นแนวเดียวกันตลอดมา
      สำหรับการสั่งคดีของพนักงานอัยการ หากมีการแจ้งข้อหาไว้ชัดแจ้งในการสอบสวน พนักงานอัยการก็สั่งคดีตามข้อหาที่แจ้งนั้น แต่กรณีที่ไม่ได้แจ้งข้อหาไว้แต่ถือว่าเป็นการสอบสวนในข้อหานั้น ๆ แล้ว มีหลายแนวทางที่ควรต้องศึกษาไว้ให้ดี เพราะเกี่ยวข้องกับ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๐๒ ที่จะทำให้พนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องได้ เช่น
       คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๙๑๗/๒๕๕๔  แจ้งข้อหาพยายามฆ่าและ พ.ร.บ.อาวุธปืน แม้ไม่แจ้งข้อหาพาอาวุธมีด แต่เมื่อสอบสวนแล้ว พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขอฝากขังครั้งที่ ๑ บรรยายการกระทำความผิดของจำเลยพร้อมระบุประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๗๑ ไว้ด้วย ถือว่าได้มีการสอบสวนในความผิดฐานพาอาวุธมีดด้วยแล้ว)