วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2558

อำนาจการสอบสวนโดยสมบูรณ์

            ในความเห็นของผู้เขียน การเป็นพนักงานสอบสวนที่มีอำนาจสอบสวนโดยชอบด้วยกฎหมายได้โดยสมบูรณ์ จะต้องประกอบไปด้วยอำนาจ หน้าที่ ความรับผิดชอบ และคำสั่ง ดังมีรายละเอียดที่จะกล่าวต่อไปนี้

            1. ต้องมีอำนาจ
            ป.วิ.อ.
            มาตรา 18  ในจังหวัดอื่นนอกจากจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ปลัดอำเภอ และข้าราชการตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่านายร้อยตำรวจตรีขึ้นไป มีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิด หรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดภายในเขตอำนาจของตน หรือผู้ต้องหามีที่อยู่ หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตนได้
            สำหรับในจังหวัดพระนครและจังหวัดธนบุรี ให้ข้าราชการตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่านายร้อยตำรวจตรีขึ้นไป มีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิดหรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดภายในเขตอำนาจของตน หรือผู้ต้องหามีที่อยู่ หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตนได้
            ภายใต้บังคับแห่งบทบัญญัติในมาตรา 19 มาตรา 20 และมาตรา 21 ความผิดอาญาได้เกิดในเขตอำนาจพนักงานสอบสวนคนใด โดยปกติให้เป็นหน้าที่พนักงานสอบสวนผู้นั้นเป็นผู้รับผิดชอบในการสอบสวนความผิดนั้นๆ เพื่อดำเนินคดี เว้นแต่เมื่อมีเหตุจำเป็นหรือเพื่อความสะดวก จึงให้พนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ผู้ต้องหามีที่อยู่ หรือถูกจับเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการสอบสวน
           ในเขตท้องที่ใดมีพนักงานสอบสวนหลายคน การดำเนินการสอบสวนให้อยู่ในความรับผิดชอบของพนักงานสอบสวนผู้เป็นหัวหน้าในท้องที่นั้น หรือผู้รักษาการแทน
(*ข้อพิจารณา.-  มาตรา 18 พนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองหรือตำรวจมีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิด หรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดภายในเขตอำนาจของตน หรือผู้ต้องหามีที่อยู่ หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตนได้ ดังนั้น ถ้าความผิดอาญาเกิดนอกเขตอำนาจของตน ย่อมไม่มีอำนาจสอบสวน)

             2. ต้องมีหน้าที่
             ถ้าพนักงานสอบสวนมีอำนาจในการสอบสวนได้แล้ว ต้องเป็นผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่สอบสวนด้วย ยกตัวอย่างเช่น มีกฎกระทรวงกำหนดให้พนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองมีหน้าที่สอบสวนความผิดใดความผิดหนึ่งโดยเฉพาะเท่านั้นตามกฎกระทรวงกำหนดการสอบสวนความผิดอาญาบางประเภทในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานครโดยพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง พ.ศ.2554 และกฎกระทรวงกำหนดการสอบสวนความผิดอาญาบางประเภทในจังหวัดอื่นนอกจากกรุงเทพมหานครโดยพนักงานสอบสวนฝ่ายปกครอง พ.ศ.2555 ฉบับที่ 2  ได้แก่
          “ข้อ 2 ความผิดอาญาตามกฎหมายดังต่อไปนี้ ให้พนักงานสอบสวนฝ่ายปกครองสอบสวนได้
              (1) กฎหมายว่าด้วยกองอาสารักษาดินแดน
              (2) กฎหมายว่าด้วยการควบคุมการขายทอดตลาดและค้าของเก่า
              (3) กฎหมายว่าด้วยการควบคุมการเรี่ยไร
              (4) กฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร
              (5) กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
              (6) กฎหมายว่าด้วยการศึกษาภาคบังคับ
              (7) กฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข
              (8) กฎหมายว่าด้วยบัตรประจำตัวประชาชน
              (9) กฎหมายว่าด้วยภาษีบำรุงท้องที่
            (10) กฎหมายว่าด้วยภาษีป้าย
            (11) กฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือนและที่ดิน
            (12) กฎหมายว่าด้วยยศและเครื่องแบบผู้บังคับบัญชาและเจ้าหน้าที่กองอาสารักษาดินแดน
            (13) กฎหมายว่าด้วยโรงรับจำนำ
            (14) กฎหมายว่าด้วยโรงแรม
            (15) กฎหมายว่าด้วยสัตว์พาหนะ
            (16) กฎหมายว่าด้วยสุสานและฌาปนสถาน
(*ข้อพิจารณา.-  ถ้าพนักงานสอบสวนไม่ได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่สอบสวนคดีทั่วไป หรือมีกฎหมายให้มีหน้าที่สอบสวนเรื่องใดเป็นการเฉพาะแล้ว ย่อมไม่สามารถสอบสวนในเรื่องอื่นได้อีก)    

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

การตรวจค้นจับกุมเป็นขั้นตอนแยกจากการสอบสวน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13981/2553     
ป.วิ.อ. การสอบสวน อำนาจฟ้อง (มาตรา 120)
             การตรวจค้นโดยไม่มีหมายค้น และการจับกุมโดยไม่มีหมายจับ และไม่เป็นความผิดที่ได้กระทำโดยซึ่งหน้าของเจ้าพนักงานตำรวจ จะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสองจะต้องไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่งต่างหาก เป็นคนละขั้นตอนกับการสอบสวน ไม่มีผลกระทบไปถึงการสอบสวนของพนักงานสอบสวนและอำนาจในการฟ้องคดีของโจทก์
             คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่ามีการสอบสวนแล้ว จำเลยฎีกาอ้างว่าการตรวจค้นและจับกุมเป็นการไม่ชอบ โดยไม่ได้ฎีกาว่าการสอบสวนไม่ชอบเพราะเหตุผลอื่น ต้องถือว่า การสอบสวนในความผิดที่กล่าวหาตามฟ้องชอบแล้ว  

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1493/2550 
ป.วิ.อ. การสอบสวน อำนาจฟ้อง (มาตรา 120)
             การตรวจค้นบ้านจำเลยและการจับกุมของเจ้าพนักงานตำรวจจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวกันอีกส่วนหนึ่งต่างหาก และเป็นคนละขั้นตอนกับการสอบสวน ไม่มีผลกระทบไปถึงการสอบสวนของพนักงานสอบสวนและอำนาจในการฟ้องคดีของโจทก์ ทั้งหามีผลทำให้การแสวงหาพยานหลักฐานของเจ้าพนักงานตำรวจที่ชอบเป็นไม่ชอบด้วยกฎหมายไปด้วยไม่
            การวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 ไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยที่ 1 จึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฏีกาไม่รับวินิจฉัย

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 99/2541
ป.วิ.อ. การสอบสวน อำนาจฟ้อง (มาตรา 120)
            แม้การจับกุมจะมิชอบด้วยกฎหมายประการใดหรือไม่ก็ตาม ก็เป็นเรื่องที่จะต้องไปว่ากล่าวต่อกันอีกส่วนหนึ่งต่างหากไม่กระทบกระเทือนถึงการฟ้องคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 จำเลยจะยกขึ้นฎีกาในปัญหาข้อนี้มิได้
           ส่วนที่จำเลยฎีกาตอนหนึ่งว่าการสอบสวนไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะมิได้ทำต่อหน้าทนายความหรือให้โอกาสแก่จำเลยได้พบและปรึกษากับทนายความก่อนนั้น ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังไม่มีปัญหาเข้าสู่การวินิจฉัยของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 เนื่องจากจำเลยไม่เคยยกปัญหานี้ขึ้นโต้แย้งในศาลดังกล่าว ฎีกาของจำเลยจึงขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 วรรคหนึ่ง
           นอกจากนี้ แม้จำเลยจะอ้างว่าประสงค์จะฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแต่ในเมื่อจำเลยต้องอ้างอิงถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว ซึ่งศาลจะวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายได้ก็ต้องพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ว่านี้เสียก่อนว่าเป็นประการใด เพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยยกขึ้นฎีกา ฎีกาของจำเลยในลักษณะเช่นนี้จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาเพียงแต่แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นว่า คำขอที่ให้บวกโทษของจำเลยให้ยกเสีย เป็นการแก้ไขเล็กน้อยและให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินห้าปี จึงเป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 218 วรรคหนึ่ง แม้ศาลชั้นต้นจะสั่งรับฎีกาของจำเลยมาศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้

วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

คดีพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๕๘๐๕/๒๕๕๕
ป.อ.  พยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน  (มาตรา ๒๘๙ , ๘๐)
ป.วิ.อ.  การแจ้งข้อหา อำนาจฟ้อง  (มาตรา ๑๒๐ , ๑๓๔ วรรคหนึ่ง  วรรคสอง)
               การที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาให้จำเลยที่ ๑ ทราบตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๓๔ เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งของการสอบสวนเพื่อให้ผู้ต้องหารู้ตัวก่อนว่า ตนจะถูกสอบสวนในคดีความผิดเรื่องใดและการกระทำของผู้ต้องหาเป็นความผิด เพื่อให้ผู้ต้องหาเข้าใจถึงการกระทำของผู้ต้องหาซึ่งเป็นความผิดนั้น โดยไม่ต้องแจ้งข้อหาทุกกระทงความผิด เมื่อแจ้งข้อหาอันเป็นหลักแห่งความผิดแล้ว ก็ไม่จำต้องแจ้งข้อหาความผิดอันเกี่ยวพันกันด้วยอีก พนักงานสอบสวนมีอำนาจสอบสวนความผิดทุกข้อหาได้
              คดีนี้เมื่อพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาว่า จำเลยที่ ๑ ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นแล้ว แม้ไม่แจ้งข้อหาว่าร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ถือได้ว่า มีการสอบสวนความผิดดังกล่าวแล้ว พนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ ๑ ฐานร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนได้

(*ข้อพิจารณา.- แต่เดิมมาพนักงานอัยการจะยึดถือว่า พนักงานสอบสวนจะสอบสวนผู้ต้องหาในข้อหาใดพนักงานสอบสวนต้องแจ้งข้อหานั้น ๆ ให้ผู้ต้องหาทราบเสียก่อน โดยจะดูจากบันทึกคำให้การของผู้ต้องหาว่า พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาใดไว้บ้าง แล้วพนักงานอัยการก็จะสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องเฉพาะข้อหาที่แจ้งไว้
               ถ้าหากตรวจสำนวนแล้วพนักงานอัยการพบว่า มีการกระทำความผิดที่มีข้อหาเพิ่มเติมหรือมีการกระทำความผิดในข้อหาที่มีอัตราโทษสูงกว่าข้อหาที่แจ้งไว้ พนักงานอัยการก็จะสั่งให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาเพิ่มเติมและให้สอบสวนผู้ต้องหาให้การเพิ่มเติมมา ก่อนมีคำสั่งทางคดี จึงจะถือว่าได้มีการสอบสวนการกระทำผิดในข้อหานั้นตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๑๒๐
               แต่ปัจจุบัน ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๔ มีการแก้ไขเพิ่มเติม โดยให้พนักงานสอบสวนแจ้งพฤติการณ์และข้อเท็จจริงที่กล่าวหาว่าผู้ต้องหาได้กระทำความผิดให้ผู้ต้องหาทราบก่อนการแจ้งข้อหา ดังนั้น ศาลฎีกาจึงได้วินิจฉัยกรณีเกี่ยวกับการแจ้งข้อหาที่ให้ถือว่าเป็นการสอบสวนเป็นแนวเดียวกันตลอดมา
               สำหรับการสั่งคดีของพนักงานอัยการ หากมีการแจ้งข้อหาไว้ชัดแจ้งในการสอบสวน พนักงานอัยการก็สั่งคดีตามข้อหาที่แจ้งนั้น แต่กรณีที่ไม่ได้แจ้งข้อหาไว้แต่ถือว่าเป็นการสอบสวนในข้อหานั้น ๆ แล้ว มีหลายแนวทางที่ควรต้องศึกษาไว้ให้ดี เพราะเกี่ยวข้องกับ ป.วิ.อ. มาตรา ๑๐๒ ที่จะทำให้พนักงานอัยการมีอำนาจฟ้องได้ เช่น
               คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๓๙๑๗/๒๕๕๔  แจ้งข้อหาพยายามฆ่าและ พ.ร.บ.อาวุธปืน แม้ไม่แจ้งข้อหาพาอาวุธมีด แต่เมื่อสอบสวนแล้ว พนักงานสอบสวนยื่นคำร้องขอฝากขังครั้งที่ ๑ บรรยายการกระทำความผิดของจำเลยพร้อมระบุประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๓๗๑ ไว้ด้วย ถือว่าได้มีการสอบสวนในความผิดฐานพาอาวุธมีดด้วยแล้ว)

วันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2557

การสอบสวนเสร็จและการสอบสวนเพิ่มเติม

เรื่องเสร็จที่ ๗๖๖/๒๕๔๖  (โดยย่อ)
บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
เรื่อง หารือเกี่ยวกับอำนาจสอบสวนเพิ่มเติมของพนักงานสอบสวน

               เมื่อพนักงานสอบสวนสรุปสำนวนการสอบสวนและมีความเห็นควรสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้องตามมาตรา ๑๔๐  มาตรา ๑๔๑ หรือ มาตรา ๑๔๒  และส่งให้พนักงานอัยการแล้ว พนักงานสอบสวนย่อมหมดอำนาจที่จะทำการสอบสวนเพิ่มเติมในคดีนั้นอีก แม้ต่อมาในภายหลังจะได้พยานหลักฐานที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดีก็ตาม
              ทั้งนี้ เพราะบทบัญญัติในวรรคสามของมาตรา ๑๔๑ และ มาตรา ๑๔๓ (๒) (ก) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ไม่ได้ให้อำนาจพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติม เว้นแต่พนักงานอัยการจะสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติม ประกอบกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๙/๒๔๘๑ ก็วินิจฉัยว่า เมื่อพนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเสร็จ และได้ส่งสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการแล้ว พนักงานสอบสวนย่อมหมดอำนาจที่จะทำการสอบสวนคดีต่อไป เพราะหากให้พนักงานสอบสวนเข้าเกี่ยวข้องโดยลำพังได้ต่อไป อาจทำให้เสียหายแก่คดี โดยพนักงานอัยการผู้รับผิดชอบมิได้รู้เห็นตามควรแก่หน้าที่
             คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๑๑) จึงเห็นว่า พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวนเพิ่มเติมภายหลังจากที่ได้ส่งสำนวนการสอบสวนให้แก่พนักงานอัยการแล้ว เพราะพนักงานสอบสวนหมดอำนาจที่จะทำการสอบสวนคดีต่อไป
             ส่วนการแจ้งข้อหาและการสอบสวนผู้ต้องหาที่จับได้ในภายหลังนั้น พนักงานสอบสวนจะต้องดำเนินการตามมาตรา ๑๓๔ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยเมื่อพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาแล้ว ให้ส่งบันทึกการแจ้งข้อหาไปยังพนักงานอัยการโดยไม่ต้องทำความเห็นอีก
             ในกรณีที่มีคำสั่งไม่ฟ้อง และคำสั่งนั้นไม่ใช่ของอัยการสูงสุด ถ้าในกรุงเทพมหานคร ให้รีบส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมคำสั่งเสนอผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ถ้าในจังหวัดอื่น ให้รีบส่งสำนวนพร้อมกับคำสั่งเสนอผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วแต่กรณี ในกรณีบุคคลดังกล่าวแย้งคำสั่งของพนักงานอัยการ ให้ส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมความเห็นที่แย้งกันไปยังพนักงานอัยการสูงสุดเพื่อชี้ขาด แต่ถ้าคดีจะขาดอายุความหรือมีเหตุอย่างอื่นอันจำเป็นจะต้องรีบฟ้อง ก็ให้ฟ้องคดีนั้นตามความเห็นแย้งนั้นไปก่อน
             คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ ๑๑) จึงเห็นว่า กรณีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาแล้วส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมคำสั่งเสนอผู้บัญชาการตำรวจ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี เพื่อทำความเห็นแย้งตามมาตรา ๑๔๕ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หรือ มาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.๒๔๙๙  ผู้บัญชาการตำรวจ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือผู้ว่าราชการจังหวัด แล้วแต่กรณี ไม่มีอำนาจสอบสวนเพิ่มเติม หรือสั่งให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดีดังกล่าวสอบสวนเพิ่มเติมได้อีก
(*หมายเหตุ.- ปัจจุบันแก้ไขจากผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้บัญชาการตำรวจหรือรองผู้บัญชาการตำรวจ ตามประกาศ คสช.ที่ ๑๑๕/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๑ ก.ค.๒๕๕๗)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  ๙/๒๔๘๑
พ.ร.บ.ลักษณะพะยาน ร.ศ.๑๑๓ มาตรา ๕๑
ป.วิ.อ. มาตรา ๑๓๓ , ๑๔๐ , ๑๔๑ , ๑๔๒, ๑๔๓
            ได้ความว่าพนักงานสอบสวนได้หมายเรียกจำเลยมาให้การเป็นพะยานในคดีอาญาเรื่อง บ. ต้องหา ฐานใช้ให้เขากระทำผิดฐานฆ่าคนตาย จำเลยมาตามหมาย แต่ไม่ยอมให้การ โจทก์จึงฟ้องขอให้ลงโทษตามกฎหมายลักษณพะยาน ร.ศ.๑๑๓ ม.๕๑
            ข้อเท็จจริงที่รับกันมีว่าเรื่อง บ.ต้องหานี้ พนักงานสอบสวนได้สอบสวนเสร็จและส่งไปให้อัยยการฟ้อง บ. แล้ว
            ศาลฎีกาตัดสินยืนตามศาลอุทธรณ์ว่า เมื่อการสอบสวนเสร็จสิ้นแล้วและสำนวนการสอบสวนก็ส่งไปยังพนักงานอัยยการแล้วหน้าที่ของพนักงานสอบสวนก็สุดสิ้นลง ตกเป็นหน้าที่ของพนักงานอัยยการต่อไป และพนักงานสอบสวนจะดำเนินการสอบสวนโดยพนักงานอัยยการผู้รับผิดชอบมิได้รู้เห็นด้วยมิได้ เมื่อพนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวนต่อไปดังนี้ การที่จำเลยไม่ยอมให้การจึงไม่มีความผิด จึงไม่จำเป็นวินิจฉัยถึงปัญหาอื่นต่อไป พิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์

วันพุธที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2557

คดีความผิดนอกราชอาณาจักร

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
             "มาตรา ๒๐  ถ้าความผิดซึ่งมีโทษตามกฎหมายไทยได้กระทำลงนอกราชอาณาจักรไทย ให้อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบหรือจะมอบหมายหน้าที่นั้น ให้พนักงานอัยการหรือพนักงานสอบสวนคนใดเป็นผู้รับผิดชอบทำการสอบสวนแทนก็ได้
             ในกรณีที่อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนมอบหมายให้พนักงานสอบสวนคนใดเป็นผู้รับผิดชอบทำการสอบสวน อัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทนจะมอบหมายให้พนักงานอัยการคนใดทำการสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวนก็ได้
             ให้พนักงานอัยการที่ได้รับมอบหมายให้เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบหรือให้ทำการสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวนมีอำนาจและหน้าที่ในการสอบสวนเช่นเดียวกับพนักงานสอบสวนบรรดาอำนาจและหน้าที่ประการอื่นที่กฎหมายบัญญัติไว้ให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของพนักงานอัยการ
             ในกรณีที่พนักงานอัยการทำการสอบสวนร่วมกับพนักงานสอบสวน ให้พนักงานสอบสวนปฏิบัติตามคำสั่งและคำแนะนำของพนักงานอัยการในเรื่องที่เกี่ยวกับการรวบรวมพยานหลักฐาน
             ในกรณีจำเป็น พนักงานสอบสวนต่อไปนี้มีอำนาจสอบสวนในระหว่างรอคำสั่งจากอัยการสูงสุด หรือผู้รักษาการแทน
                 (๑) พนักงานสอบสวนซึ่งผู้ต้องหาถูกจับในเขตอำนาจ
                 (๒) พนักงานสอบสวนซึ่งรัฐบาลประเทศอื่นหรือบุคคลที่ได้รับความเสียหายได้ร้องฟ้องให้ทำโทษผู้ต้องหา
              เมื่อพนักงานอัยการ หรือพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบในการสอบสวน แล้วแต่กรณี เห็นว่าการสอบสวนเสร็จแล้ว ให้ทำความเห็นตามมาตรา ๑๔๐ มาตรา ๑๔๑ หรือมาตรา ๑๔๒ ส่งพร้อมสำนวนไปยังอัยการสูงสุดหรือผู้รักษาการแทน"

ประมวลกฎหมายอาญา
             "มาตรา ๔  ผู้ใดกระทำความผิดในราชอาณาจักร ต้องรับโทษตามกฎหมาย
              การกระทำความผิดในเรือไทยหรืออากาศยานไทย ไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่ใด ให้ถือว่ากระทำความผิดในราชอาณาจักร" (วรรคสอง อยู่ภายใต้ ป.วิ.อ. มาตรา ๒๐)
             "มาตรา ๕  ความผิดใดที่การกระทำ แม้แต่ส่วนหนึ่งส่วนใดได้กระทำในราชอาณาจักรก็ดี ผลแห่งการกระทำเกิดในราชอาณาจักรโดยผู้กระทำประสงค์ให้ผลนั้นเกิดในราชอาณาจักร หรือโดยลักษณะแห่งการกระทำ ผลที่เกิดขึ้นควรเกิดในราชอาณาจักรหรือย่อมจะเล็งเห็นได้ว่าผลนั้นจะเกิดในราชอาณาจักรก็ดี ให้ถือว่าความผิดนั้นได้กระทำในราชอาณาจักร
              ในกรณีการตระเตรียมการ หรือพยายามกระทำการใดซึ่งกฎหมายบัญญัติเป็นความผิด แม้การกระทำนั้นจะได้กระทำนอกราชอาณาจักร ถ้าหากการกระทำนั้นจะได้กระทำตลอดไปจนถึงขั้นความผิดสำเร็จ ผลจะเกิดขึ้นในราชอาณาจักร ให้ถือว่า การตระเตรียมการหรือพยายามกระทำความผิดนั้นได้กระทำในราชอาณาจักร"
             "มาตรา ๖  ความผิดใดที่ได้กระทำในราชอาณาจักร หรือที่ประมวลกฎหมายนี้ถือว่าได้กระทำในราชอาณาจักร แม้การกระทำของผู้เป็นตัวการด้วยกัน ของผู้สนับสนุน หรือของผู้ใช้ให้กระทำความผิดนั้นจะได้กระทำนอกราชอาณาจักร ก็ให้ถือว่าตัวการ ผู้สนับสนุน หรือผู้ใช้ให้กระทำได้กระทำในราชอาณาจักร"
             "มาตรา ๗  ผู้ใดกระทำความผิดดังระบุไว้ต่อไปนี้นอกราชอาณาจักร จะต้องรับโทษในราชอาณาจักร คือ
                          (๑) ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๐๗ ถึงมาตรา ๑๒๙ (๑/๑) ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๓๕/๑ มาตรา ๑๓๕/๒ มาตรา ๑๓๕/๓ และมาตรา ๑๓๕/๔
                          (๒) ความผิดเกี่ยวกับการปลอมและการแปลง ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๔๐ ถึงมาตรา ๒๔๙ มาตรา ๒๕๔ มาตรา ๒๕๖ มาตรา ๒๕๗ และมาตรา ๒๖๖ (๓) และ (๔) (๒ ทวิ) ความผิดเกี่ยวกับเพศตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๘๒ และมาตรา ๒๘๓
                          (๓) ความผิดฐานชิงทรัพย์ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๓๙ และความผิดฐานปล้นทรัพย์ ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๓๔๐ ซึ่งได้กระทำในทะเลหลวง"